2 ก.พ. 2026

เครื่องฟอกอากาศ ลดความชื้นได้ไหม? ไขข้อสงสัยก่อนตัดสินใจซื้อ

เครื่องฟอกอากาศ ลดความชื้นได้ไหม? เรามีคู่มือเลือกซื้ออุปกรณ์ตาม 5 สถานการณ์จริง ตั้งแต่ในห้องนอนจนถึงโกดังสินค้า เพื่ออากาศที่สะอาดและระดับความชื้นที่พอดี

เครื่องฟอกอากาศคืออะไร ทำงานอย่างไร

เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) คือ อุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อนในอากาศ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง PM2.5 ละอองเกสรดอกไม้ เชื้อโรค กลิ่นไม่พึงประสงค์ และสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ ทำงานโดยการดูดอากาศเข้ามาในเครื่อง จากนั้นอากาศจะผ่านระบบกรองหลายชั้น ก่อนปล่อยอากาศที่สะอาดออกมา

จุดเด่นของเครื่องฟอกอากาศ

  • ช่วยลดปัญหาภูมิแพ้และโรคทางเดินหายใจ
  • กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในห้อง
  • ลดความเสี่ยงจากการสูดดมฝุ่น PM2.5
  • เหมาะกับผู้ที่อาศัยในเมืองที่มีมลพิษสูง

เครื่องฟอกอากาศ ลดความชื้นได้ไหม?

เครื่องฟอกอากาศไม่สามารถลดความชื้นในอากาศได้ เพราะทั้งสองอุปกรณ์มีหลักการทำงาน และวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ความแตกต่างระหว่างเครื่องฟอกอากาศ และเครื่องลดความชื้น

1. วัตถุประสงค์ในการใช้งาน

  • เครื่องฟอกอากาศ: เน้นเรื่อง “ความสะอาด” เพื่อกำจัดสิ่งเจือปนในอากาศ เช่น ฝุ่นละออง PM2.5 เกสรดอกไม้ และควัน
  • เครื่องลดความชื้น: เน้นเรื่อง “ความแห้ง” เพื่อควบคุมปริมาณไอน้ำในอากาศไม่ให้สูงเกินไป ป้องกันความเสียหายจากความชื้น

2. หลักการทำงาน

  • เครื่องฟอกอากาศ: ทำงานผ่านระบบหมุนเวียนอากาศ โดยใช้พัดลมดูดอากาศให้ไหลผ่านแผ่นกรอง (Filter) หลายชั้นเพื่อดักจับอนุภาคขนาดเล็ก
  • เครื่องลดความชื้น: ทำงานคล้ายระบบทำความเย็น โดยดูดอากาศชื้นเข้ามาสัมผัสกับแผงคอยล์เย็นเพื่อให้ไอน้ำควบแน่นเป็นหยดน้ำตกลงในถังเก็บ

3. ผลลัพธ์ที่มองเห็นได้ชัดเจน

  • เครื่องฟอกอากาศ: อากาศในห้องจะบริสุทธิ์ขึ้น กลิ่นไม่พึงประสงค์ลดลง และช่วยลดอาการภูมิแพ้จากฝุ่น
  • เครื่องลดความชื้น: ห้องจะรู้สึกสบายตัว ไม่เหนียวตัว ช่วยให้ผ้าที่ตากในร่มแห้งเร็วขึ้น และยับยั้งการเกิดเชื้อราตามผนังหรือตู้เสื้อผ้า

4. ตัวชี้วัดประสิทธิภาพ

  • เครื่องฟอกอากาศ: วัดจากค่าความหนาแน่นของฝุ่น PM2.5 หรือค่า CADR (ปริมาณอากาศบริสุทธิ์ที่ผลิตได้ต่อนาที)
  • เครื่องลดความชื้น: วัดจากค่า %RH (ความชื้นสัมพัทธ์) โดยปกติจะรักษาระดับให้อยู่ที่ 40-60%

ทำไมเครื่องฟอกอากาศลดความชื้นไม่ได้?

เครื่องฟอกอากาศทำงานโดยกรองอนุภาคที่เป็นของแข็งและก๊าซบางชนิด แต่ไม่มีกลไกในการดึงไอน้ำออกจากอากาศ ส่วนเครื่องลดความชื้นทำงานโดยให้ไอน้ำควบแน่นเป็นหยดน้ำ หรือใช้สารดูดความชื้น เพื่อดึงน้ำออกจากอากาศโดยตรง

กรณีไหน ต้องใช้เครื่องลดความชื้นโดยเฉพาะ

หากคุณพบสัญญาณต่อไปนี้ แสดงว่าควรพิจารณาใช้เครื่องลดความชื้นเพื่อช่วยควบคุมความชื้นภายในอาคาร

สภาพแวดล้อมในบ้าน

  1. มีกลิ่นอับชื้นในห้องตลอดเวลา
  2. เห็นเชื้อราขึ้นตามผนัง เพดาน หรือมุมห้อง
  3. กระจกหน้าต่างมีหยดน้ำเกาะเป็นประจำ
  4. สีผนังลอก วอลเปเปอร์บวม หรือเฟอร์นิเจอร์ไม้บิดงอ
  5. เสื้อผ้าในตู้มีกลิ่นอับหรือขึ้นรา

ลักษณะห้องที่เสี่ยงความชื้นสูง

  1. ห้องใต้ดิน (Basement)
  2. ห้องน้ำที่ระบายอากาศไม่ดี
  3. ห้องซักรีด
  4. ห้องที่ติดตั้งแอร์เก่าหรือไม่มีเครื่องปรับอากาศ
  5. พื้นที่ชั้นล่างของบ้านที่ติดดิน

การใช้งานเฉพาะทาง

  1. ห้องเก็บของสำคัญ เอกสาร งานศิลปะ หรือคอลเลกชันต่าง ๆ
  2. ห้องเก็บอาหารแห้ง วัตถุดิบ หรือสินค้าที่ต้องควบคุมความชื้น
  3. ห้องเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กล้อง เลนส์

การใช้งานในภาคอุตสาหกรรม

  1. โรงงานผลิตอาหารและยา ที่ต้องควบคุมความชื้นตามมาตรฐาน
  2. โกดังเก็บสินค้า วัตถุดิบ และสินค้าคงคลัง
  3. ห้องปฏิบัติการทดลองและวิจัย
  4. พิพิธภัณฑ์และห้องจัดแสดงโบราณวัตถุ
  5. ห้องเซิร์ฟเวอร์และศูนย์ข้อมูล
  6. อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์

เครื่องฟอกอากาศกับเครื่องลดความชื้น ใช้ร่วมกันดีไหม?

สามารถใช้ร่วมกันได้ และเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในหลายกรณี โดยการใช้เครื่องฟอกอากาศและเครื่องลดความชื้นร่วมกันช่วยแก้ปัญหาคุณภาพอากาศได้ครบทุกมิติ เพราะแต่ละเครื่องทำหน้าที่เสริมกันอย่างลงตัว

ข้อดีของการใช้ร่วมกัน

  1. ครอบคลุมทุกปัญหาอากาศ เครื่องฟอกอากาศจัดการฝุ่นและมลพิษ ส่วนเครื่องลดความชื้นควบคุมระดับไอน้ำในอากาศ ผลลัพธ์คืออากาศที่สะอาด สดชื่น และมีความชื้นเหมาะสม
  2. ป้องกันปัญหาที่ต้นเหตุ เมื่อความชื้นลดลง เชื้อราและไรฝุ่นก็ลดลงตามไปด้วย ทำให้เครื่องฟอกอากาศทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  3. เหมาะกับสภาพอากาศประเทศไทย ประเทศไทยมีทั้งปัญหาฝุ่น 5 (โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว) และความชื้นสูง (โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน) การมีทั้งสองเครื่องช่วยรับมือกับสภาพอากาศได้ตลอดทั้งปี

การเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับปัญหา

เพื่อให้ได้รับประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ปัญหาในบ้านหรือที่ทำงาน คุณสามารถเลือกใช้อุปกรณ์ตามสถานการณ์ดังนี้:

  1. ปัญหาฝุ่นละอองอย่างเดียว (ความชื้นปกติ): หากคนในบ้านเป็นภูมิแพ้ มีฝุ่นสะสมหนา หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีค่า PM2.5 สูง แต่ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นอับ แนะนำให้ใช้ “เครื่องฟอกอากาศ” เพื่อกรองอากาศให้บริสุทธิ์
  2. ปัญหาความชื้นสูง กลิ่นอับ และเชื้อรา: หากพบเชื้อราตามผนัง ตู้เสื้อผ้ามีกลิ่นอับ หรือรู้สึกเหนียวตัวตลอดเวลา แนะนำให้ใช้ “เครื่องลดความชื้น” เพื่อดึงน้ำออกจากอากาศและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค
  3. ปัญหาฝุ่นสูงและมีความชื้นสูงร่วมกัน: ในกรณีที่อยู่ใกล้ถนนใหญ่และมีความชื้นสะสมสูง (เช่น ช่วงฤดูฝน) ควร “ใช้ทั้งสองเครื่องร่วมกัน” เพื่อจัดการทั้งมลพิษในอากาศและควบคุมระดับความชื้นให้สบายตัว
  4. ห้องนอนในพื้นที่ฝุ่นสูงและอากาศชื้น: สำหรับการพักผ่อนที่มีคุณภาพในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้ “ใช้ทั้งสองเครื่องร่วมกัน” โดยวางเครื่องฟอกอากาศเพื่ออากาศที่สะอาด และเครื่องลดความชื้นเพื่อป้องกันความอับชื้นที่อาจทำให้หายใจติดขัด
  5. โกดังเก็บสินค้าหรืองานจัดเก็บของ: สำหรับการดูแลรักษาคุณภาพสินค้าในพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันความเสียหายจากความชื้นและเชื้อรา ควรเลือกใช้ “เครื่องลดความชื้น (ขนาดอุตสาหกรรม)” ที่มีกำลังในการทำงานสูง

สรุป

เครื่องฟอกอากาศไม่สามารถลดความชื้นได้ เพราะออกแบบมาเพื่อกรองฝุ่นและมลพิษในอากาศ ไม่ใช่ดึงไอน้ำออกจากอากาศ หากต้องการแก้ปัญหาความชื้นสูง กลิ่นอับ หรือเชื้อรา จำเป็นต้องใช้เครื่องลดความชื้น (Dehumidifier) โดยเฉพาะการเข้าใจความแตกต่างของทั้งสองอุปกรณ์จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ถูกต้อง ไม่เสียเงินซื้ออุปกรณ์ที่ไม่ตอบโจทย์ และได้ผลลัพธ์ที่ต้องการอย่างแท้จริง

FAQ

Q: ความชื้นที่เหมาะสมในบ้านควรอยู่ที่เท่าไหร่?

A: ประมาณ 40-60%RH หากสูงกว่านี้อาจเกิดปัญหาเชื้อรา กลิ่นอับ และสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อสุขภาพ

Q: เปิดแอร์แล้วใช้เครื่องลดความชื้นอีกไหม?

A: แอร์ช่วยลดความชื้นได้บ้าง แต่ไม่ใช่หน้าที่หลัก หากห้องยังมีปัญหาความชื้นสูง กลิ่นอับ หรือเชื้อรา ควรพิจารณาใช้เครื่องลดความชื้นเพิ่มเติม

Q: ใช้เครื่องฟอกอากาศกับเครื่องลดความชื้นร่วมกันได้ไหม?

A: ได้ และเป็นทางเลือกที่ดีมาก เพราะแต่ละเครื่องทำหน้าที่เสริมกัน เครื่องฟอกอากาศดูแลเรื่องฝุ่นและมลพิษ ส่วนเครื่องลดความชื้นดูแลเรื่องไอน้ำในอากาศ

Q: เครื่องลดความชื้นมีกี่ประเภท?

A: เครื่องลดความชื้นมี 2 ประเภทหลัก คือ

Refrigerant Dehumidifier ที่ใช้ระบบทำความเย็นควบแน่นไอน้ำ เหมาะกับอุณหภูมิห้องปกติ Desiccant Dehumidifier ที่ใช้สารดูดความชื้น เหมาะกับอุณหภูมิต่ำหรือต้องการลดความชื้นในระดับที่ต่ำมาก

Q: มีวิธีการใช้งานร่วมกันให้มีประสิทธิภาพไหม ?

A:  มีวิธีการใช้ร่วมกันให้มีประสิทธิภาพ ดังนี้

  • วางเครื่องห่างกันพอสมควรเพื่อให้อากาศหมุนเวียนได้ดี
  • เปิดใช้งานตามสภาพอากาศในแต่ละช่วง เช่น เน้นเครื่องฟอกช่วงฝุ่นเยอะ เน้นเครื่องลดความชื้นช่วงฝนตก
  • หากมีงบประมาณจำกัด ให้พิจารณาจากปัญหาของคุณ แล้วเลือกลงทุนกับเครื่องที่ตอบโจทย์ก่อน

หากคุณกำลังประสบปัญหาความชื้น และต้องการคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ Dryer-D (ดรายเออร์-ดี) พร้อมให้บริการ ให้คำปรึกษา และวิเคราะห์ปัญหาความชื้น พร้อมประเมินสภาพปัญหา และแนะนำวิธีแก้ไขที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณ ด้วยประสบการณ์แก้ปัญหาด้านความชื้นมากกว่า 1,000 เคส สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >> Dryer-D


Tel: 02-906-7988, 02-033-5165

 Line: @Dryer-D

 Email: dryer.dservice@gmail.com

Facebook: เครื่องลดความชื้นและเครื่องเพิ่มความชื้น

บทความล่าสุด

เครื่องฟอกอากาศ ลดความชื้นได้ไหม? เรามีคู่มือเลือกซื้ออุปกรณ์ตาม 5 สถานการณ์จริง ตั้งแต่ในห้องนอนจนถึงโกดังสินค้า เพื่ออากาศที่สะอาดและระดับความชื้นที่พอดี
2 ก.พ. 2026
ทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง ความชื้น กับ สิ่งมีชีวิต ตั้งแต่การเติบโตของจุลินทรีย์ การปรับตัวของสัตว์ จนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
2 ก.พ. 2026
ความชื้นสะสมเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในบ้าน หลายคนจึงสงสัยว่า อะไรดูดความชื้นได้บ้าง ซึ่งบทความนี้จะแนะนำวัสดุและวิธีการลดความอับชื้นที่ได้ผลจริง หาได้ง่าย และเหมาะกับทุกงบประมาณ
2 ก.พ. 2026
081-4032224 092-2753497 02-9067988 02-0035165 dryer_d เครื่องลดความชื้นและเครื่องเพิ่มความชื้น