เครื่องฟอกอากาศคืออะไร ทำงานอย่างไร
เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) คือ อุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อนในอากาศ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง PM2.5 ละอองเกสรดอกไม้ เชื้อโรค กลิ่นไม่พึงประสงค์ และสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ ทำงานโดยการดูดอากาศเข้ามาในเครื่อง จากนั้นอากาศจะผ่านระบบกรองหลายชั้น ก่อนปล่อยอากาศที่สะอาดออกมา
จุดเด่นของเครื่องฟอกอากาศ
- ช่วยลดปัญหาภูมิแพ้และโรคทางเดินหายใจ
- กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในห้อง
- ลดความเสี่ยงจากการสูดดมฝุ่น PM2.5
- เหมาะกับผู้ที่อาศัยในเมืองที่มีมลพิษสูง
เครื่องฟอกอากาศ ลดความชื้นได้ไหม?
เครื่องฟอกอากาศไม่สามารถลดความชื้นในอากาศได้ เพราะทั้งสองอุปกรณ์มีหลักการทำงาน และวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ความแตกต่างระหว่างเครื่องฟอกอากาศ และเครื่องลดความชื้น
1. วัตถุประสงค์ในการใช้งาน
- เครื่องฟอกอากาศ: เน้นเรื่อง “ความสะอาด” เพื่อกำจัดสิ่งเจือปนในอากาศ เช่น ฝุ่นละออง PM2.5 เกสรดอกไม้ และควัน
- เครื่องลดความชื้น: เน้นเรื่อง “ความแห้ง” เพื่อควบคุมปริมาณไอน้ำในอากาศไม่ให้สูงเกินไป ป้องกันความเสียหายจากความชื้น
2. หลักการทำงาน
- เครื่องฟอกอากาศ: ทำงานผ่านระบบหมุนเวียนอากาศ โดยใช้พัดลมดูดอากาศให้ไหลผ่านแผ่นกรอง (Filter) หลายชั้นเพื่อดักจับอนุภาคขนาดเล็ก
- เครื่องลดความชื้น: ทำงานคล้ายระบบทำความเย็น โดยดูดอากาศชื้นเข้ามาสัมผัสกับแผงคอยล์เย็นเพื่อให้ไอน้ำควบแน่นเป็นหยดน้ำตกลงในถังเก็บ
3. ผลลัพธ์ที่มองเห็นได้ชัดเจน
- เครื่องฟอกอากาศ: อากาศในห้องจะบริสุทธิ์ขึ้น กลิ่นไม่พึงประสงค์ลดลง และช่วยลดอาการภูมิแพ้จากฝุ่น
- เครื่องลดความชื้น: ห้องจะรู้สึกสบายตัว ไม่เหนียวตัว ช่วยให้ผ้าที่ตากในร่มแห้งเร็วขึ้น และยับยั้งการเกิดเชื้อราตามผนังหรือตู้เสื้อผ้า
4. ตัวชี้วัดประสิทธิภาพ
- เครื่องฟอกอากาศ: วัดจากค่าความหนาแน่นของฝุ่น PM2.5 หรือค่า CADR (ปริมาณอากาศบริสุทธิ์ที่ผลิตได้ต่อนาที)
- เครื่องลดความชื้น: วัดจากค่า %RH (ความชื้นสัมพัทธ์) โดยปกติจะรักษาระดับให้อยู่ที่ 40-60%

ทำไมเครื่องฟอกอากาศลดความชื้นไม่ได้?
เครื่องฟอกอากาศทำงานโดยกรองอนุภาคที่เป็นของแข็งและก๊าซบางชนิด แต่ไม่มีกลไกในการดึงไอน้ำออกจากอากาศ ส่วนเครื่องลดความชื้นทำงานโดยให้ไอน้ำควบแน่นเป็นหยดน้ำ หรือใช้สารดูดความชื้น เพื่อดึงน้ำออกจากอากาศโดยตรง
กรณีไหน ต้องใช้เครื่องลดความชื้นโดยเฉพาะ
หากคุณพบสัญญาณต่อไปนี้ แสดงว่าควรพิจารณาใช้เครื่องลดความชื้นเพื่อช่วยควบคุมความชื้นภายในอาคาร
สภาพแวดล้อมในบ้าน
- มีกลิ่นอับชื้นในห้องตลอดเวลา
- เห็นเชื้อราขึ้นตามผนัง เพดาน หรือมุมห้อง
- กระจกหน้าต่างมีหยดน้ำเกาะเป็นประจำ
- สีผนังลอก วอลเปเปอร์บวม หรือเฟอร์นิเจอร์ไม้บิดงอ
- เสื้อผ้าในตู้มีกลิ่นอับหรือขึ้นรา
ลักษณะห้องที่เสี่ยงความชื้นสูง
- ห้องใต้ดิน (Basement)
- ห้องน้ำที่ระบายอากาศไม่ดี
- ห้องซักรีด
- ห้องที่ติดตั้งแอร์เก่าหรือไม่มีเครื่องปรับอากาศ
- พื้นที่ชั้นล่างของบ้านที่ติดดิน
การใช้งานเฉพาะทาง
- ห้องเก็บของสำคัญ เอกสาร งานศิลปะ หรือคอลเลกชันต่าง ๆ
- ห้องเก็บอาหารแห้ง วัตถุดิบ หรือสินค้าที่ต้องควบคุมความชื้น
- ห้องเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กล้อง เลนส์
การใช้งานในภาคอุตสาหกรรม
- โรงงานผลิตอาหารและยา ที่ต้องควบคุมความชื้นตามมาตรฐาน
- โกดังเก็บสินค้า วัตถุดิบ และสินค้าคงคลัง
- ห้องปฏิบัติการทดลองและวิจัย
- พิพิธภัณฑ์และห้องจัดแสดงโบราณวัตถุ
- ห้องเซิร์ฟเวอร์และศูนย์ข้อมูล
- อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์

เครื่องฟอกอากาศกับเครื่องลดความชื้น ใช้ร่วมกันดีไหม?
สามารถใช้ร่วมกันได้ และเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในหลายกรณี โดยการใช้เครื่องฟอกอากาศและเครื่องลดความชื้นร่วมกันช่วยแก้ปัญหาคุณภาพอากาศได้ครบทุกมิติ เพราะแต่ละเครื่องทำหน้าที่เสริมกันอย่างลงตัว
ข้อดีของการใช้ร่วมกัน
- ครอบคลุมทุกปัญหาอากาศ เครื่องฟอกอากาศจัดการฝุ่นและมลพิษ ส่วนเครื่องลดความชื้นควบคุมระดับไอน้ำในอากาศ ผลลัพธ์คืออากาศที่สะอาด สดชื่น และมีความชื้นเหมาะสม
- ป้องกันปัญหาที่ต้นเหตุ เมื่อความชื้นลดลง เชื้อราและไรฝุ่นก็ลดลงตามไปด้วย ทำให้เครื่องฟอกอากาศทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- เหมาะกับสภาพอากาศประเทศไทย ประเทศไทยมีทั้งปัญหาฝุ่น 5 (โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว) และความชื้นสูง (โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน) การมีทั้งสองเครื่องช่วยรับมือกับสภาพอากาศได้ตลอดทั้งปี
การเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับปัญหา
เพื่อให้ได้รับประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ปัญหาในบ้านหรือที่ทำงาน คุณสามารถเลือกใช้อุปกรณ์ตามสถานการณ์ดังนี้:
- ปัญหาฝุ่นละอองอย่างเดียว (ความชื้นปกติ): หากคนในบ้านเป็นภูมิแพ้ มีฝุ่นสะสมหนา หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีค่า PM2.5 สูง แต่ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นอับ แนะนำให้ใช้ “เครื่องฟอกอากาศ” เพื่อกรองอากาศให้บริสุทธิ์
- ปัญหาความชื้นสูง กลิ่นอับ และเชื้อรา: หากพบเชื้อราตามผนัง ตู้เสื้อผ้ามีกลิ่นอับ หรือรู้สึกเหนียวตัวตลอดเวลา แนะนำให้ใช้ “เครื่องลดความชื้น” เพื่อดึงน้ำออกจากอากาศและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค
- ปัญหาฝุ่นสูงและมีความชื้นสูงร่วมกัน: ในกรณีที่อยู่ใกล้ถนนใหญ่และมีความชื้นสะสมสูง (เช่น ช่วงฤดูฝน) ควร “ใช้ทั้งสองเครื่องร่วมกัน” เพื่อจัดการทั้งมลพิษในอากาศและควบคุมระดับความชื้นให้สบายตัว
- ห้องนอนในพื้นที่ฝุ่นสูงและอากาศชื้น: สำหรับการพักผ่อนที่มีคุณภาพในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้ “ใช้ทั้งสองเครื่องร่วมกัน” โดยวางเครื่องฟอกอากาศเพื่ออากาศที่สะอาด และเครื่องลดความชื้นเพื่อป้องกันความอับชื้นที่อาจทำให้หายใจติดขัด
- โกดังเก็บสินค้าหรืองานจัดเก็บของ: สำหรับการดูแลรักษาคุณภาพสินค้าในพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันความเสียหายจากความชื้นและเชื้อรา ควรเลือกใช้ “เครื่องลดความชื้น (ขนาดอุตสาหกรรม)” ที่มีกำลังในการทำงานสูง
สรุป
เครื่องฟอกอากาศไม่สามารถลดความชื้นได้ เพราะออกแบบมาเพื่อกรองฝุ่นและมลพิษในอากาศ ไม่ใช่ดึงไอน้ำออกจากอากาศ หากต้องการแก้ปัญหาความชื้นสูง กลิ่นอับ หรือเชื้อรา จำเป็นต้องใช้เครื่องลดความชื้น (Dehumidifier) โดยเฉพาะการเข้าใจความแตกต่างของทั้งสองอุปกรณ์จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ถูกต้อง ไม่เสียเงินซื้ออุปกรณ์ที่ไม่ตอบโจทย์ และได้ผลลัพธ์ที่ต้องการอย่างแท้จริง
FAQ
Q: ความชื้นที่เหมาะสมในบ้านควรอยู่ที่เท่าไหร่?
A: ประมาณ 40-60%RH หากสูงกว่านี้อาจเกิดปัญหาเชื้อรา กลิ่นอับ และสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อสุขภาพ
Q: เปิดแอร์แล้วใช้เครื่องลดความชื้นอีกไหม?
A: แอร์ช่วยลดความชื้นได้บ้าง แต่ไม่ใช่หน้าที่หลัก หากห้องยังมีปัญหาความชื้นสูง กลิ่นอับ หรือเชื้อรา ควรพิจารณาใช้เครื่องลดความชื้นเพิ่มเติม
Q: ใช้เครื่องฟอกอากาศกับเครื่องลดความชื้นร่วมกันได้ไหม?
A: ได้ และเป็นทางเลือกที่ดีมาก เพราะแต่ละเครื่องทำหน้าที่เสริมกัน เครื่องฟอกอากาศดูแลเรื่องฝุ่นและมลพิษ ส่วนเครื่องลดความชื้นดูแลเรื่องไอน้ำในอากาศ
Q: เครื่องลดความชื้นมีกี่ประเภท?
A: เครื่องลดความชื้นมี 2 ประเภทหลัก คือ
Refrigerant Dehumidifier ที่ใช้ระบบทำความเย็นควบแน่นไอน้ำ เหมาะกับอุณหภูมิห้องปกติ Desiccant Dehumidifier ที่ใช้สารดูดความชื้น เหมาะกับอุณหภูมิต่ำหรือต้องการลดความชื้นในระดับที่ต่ำมาก
Q: มีวิธีการใช้งานร่วมกันให้มีประสิทธิภาพไหม ?
A: มีวิธีการใช้ร่วมกันให้มีประสิทธิภาพ ดังนี้
- วางเครื่องห่างกันพอสมควรเพื่อให้อากาศหมุนเวียนได้ดี
- เปิดใช้งานตามสภาพอากาศในแต่ละช่วง เช่น เน้นเครื่องฟอกช่วงฝุ่นเยอะ เน้นเครื่องลดความชื้นช่วงฝนตก
- หากมีงบประมาณจำกัด ให้พิจารณาจากปัญหาของคุณ แล้วเลือกลงทุนกับเครื่องที่ตอบโจทย์ก่อน
หากคุณกำลังประสบปัญหาความชื้น และต้องการคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ Dryer-D (ดรายเออร์-ดี) พร้อมให้บริการ ให้คำปรึกษา และวิเคราะห์ปัญหาความชื้น พร้อมประเมินสภาพปัญหา และแนะนำวิธีแก้ไขที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณ ด้วยประสบการณ์แก้ปัญหาด้านความชื้นมากกว่า 1,000 เคส สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >> Dryer-D
Tel: 02-906-7988, 02-033-5165
Line: @Dryer-D
Email: dryer.dservice@gmail.com
Facebook: เครื่องลดความชื้นและเครื่องเพิ่มความชื้น