2 ก.พ. 2026

อะไรดูดความชื้นได้บ้าง? รวมวิธีลดความอับชื้นแบบง่าย ๆ

ความชื้นสะสมเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในบ้าน หลายคนจึงสงสัยว่า อะไรดูดความชื้นได้บ้าง ซึ่งบทความนี้จะแนะนำวัสดุและวิธีการลดความอับชื้นที่ได้ผลจริง หาได้ง่าย และเหมาะกับทุกงบประมาณ

 

ความชื้นสะสมเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในบ้าน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนหรือห้องที่ระบายอากาศไม่ดี หลายคนจึงสงสัยว่า อะไรดูดความชื้นได้บ้าง ซึ่งบทความนี้จะแนะนำวัสดุและวิธีการลดความอับชื้นที่ได้ผลจริง หาได้ง่าย และเหมาะกับทุกงบประมาณ

ปัญหาความอับชื้นที่หลายบ้านเจอ

ความชื้นในอากาศที่สูงเกินไป (มากกว่า 60-70% RH) สามารถก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ มากมายในบ้าน ได้แก่

  • เชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย เติบโตได้ดีในความชื้น 80-100% มักพบตามผนัง ฝ้าเพดาน ตู้เสื้อผ้า และมุมอับ
  • กลิ่นอับ เกิดจากการสะสมของความชื้นและเชื้อรา ทำให้บ้านมีกลิ่นไม่พึงประสงค์
  • สนิมและการกัดกร่อน ความชื้นทำให้โลหะ เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นสนิมเร็วขึ้น
  • ปัญหาสุขภาพ อาจทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ ระบบทางเดินหายใจมีปัญหา หรือผิวหนังระคายเคือง
  • ความเสียหายต่อทรัพย์สิน เฟอร์นิเจอร์ไม้บวม สีลอก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสียหาย เสื้อผ้าขึ้นรา

วัสดุธรรมชาติที่ดูดความชื้นได้

วัสดุธรรมชาติเหล่านี้หาได้ง่าย ราคาไม่แพง และช่วยดูดความชื้นในมุมอับได้ดี

1.ถ่านไม้ / ถ่านไม้ไผ่

ถ่านไม้มีโครงสร้างรูพรุนที่สามารถดูดซับความชื้นและกลิ่นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะถ่านไม้ไผ่ที่มีรูพรุนขนาดเล็กมากกว่าถ่านทั่วไป

2.ข้าวสาร

ข้าวสารเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในครัวเรือน มีคุณสมบัติดูดซับความชื้นได้ดี โดยคนไทยส่วนใหญ่นิยมใช้ในการช่วยเหลือโทรศัพท์ที่ตกน้ำ

3.เกลือทะเล / เกลือหยาบ

เกลือเป็นสารดูดความชื้นที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากมีคุณสมบัติดูดน้ำจากอากาศได้ดี

4.เบกกิ้งโซดา (โซเดียมไบคาร์บอเนต)

เบกกิ้งโซดานอกจากจะใช้ทำขนมและทำความสะอาดแล้ว ยังช่วยดูดความชื้นและกลิ่นได้ดี

5.ดินดูดความชื้น (Natural Clay)

ดินไดอะตอมเมเชียล เอิร์ธ หรือดินเบา เป็นวัสดุธรรมชาติที่มีรูพรุนนับล้านรู ทำให้มีประสิทธิภาพในการดูดซับความชื้นสูง ดูดความชื้นได้ประมาณ 35-40% ของน้ำหนักตัวเอง

วัสดุสังเคราะห์ที่ดูดความชื้นได้ดี

วัสดุสังเคราะห์มีประสิทธิภาพสูงกว่าวัสดุธรรมชาติ เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการควบคุมความชื้นอย่างจริงจัง

1.ซิลิกาเจล (Silica Gel)

ซิลิกาเจลเป็นสารดูดความชื้นที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด มักอยู่ในซองเล็ก ๆ ในถุงขนม กระเป๋า หรือกล่องรองเท้า ผลิตจากซิลิกอนไดออกไซด์ที่สกัดจากทรายขาว

2.แคลเซียมคลอไรด์ (Calcium Chloride)

แคลเซียมคลอไรด์เป็นสารดูดความชื้นที่มีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถดูดความชื้นได้มากกว่าน้ำหนักตัวเอง

3.ถุง/กล่องดูดความชื้นสำเร็จรูป

ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ออกแบบมาเพื่อดูดความชื้นโดยเฉพาะ มักผสมสารดูดความชื้นหลายชนิดเข้าด้วยกัน

4.เครื่องดูดความชื้นไฟฟ้า (Dehumidifier)

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อลดความชื้นในอากาศโดยเฉพาะ มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่

วิธีลดความอับชื้นแบบไม่ต้องใช้อุปกรณ์

นอกจากการใช้วัสดุดูดความชื้นแล้ว ยังมีวิธีธรรมชาติที่ช่วยลดความอับชื้นในบ้านได้ ดังนี้

  1. เปิดหน้าต่างและประตูให้อากาศถ่ายเท ความชื้นในอากาศจะลดลงเมื่อมีการระบายอากาศที่ดี ควรเปิดในช่วงที่อากาศแห้ง
  2. ใช้พัดลมระบายอากาศ ติดตั้งพัดลมดูดอากาศในห้องน้ำและห้องครัว เปิดทิ้งไว้ 15-20 นาทีหลังอาบน้ำหรือทำอาหาร
  3. ไม่ตากผ้าเปียกในบ้าน ผ้าเปียกปล่อยความชื้นเข้าสู่อากาศ ควรตากภายนอกหรือใช้เครื่องอบผ้า
  4. เช็ดพื้นให้แห้งหลังถูบ้าน ใช้พัดลมช่วยเป่าพื้นให้แห้งเร็วขึ้น ไม่ปล่อยให้น้ำขังบนพื้น
  5. จัดเฟอร์นิเจอร์ไม่ให้บังช่องลม อย่าวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่บังหน้าต่างหรือช่องระบายอากาศ
  6. ปลูกต้นไม้ฟอกอากาศ ต้นไม้บางชนิดช่วยดูดซับความชื้นและฟอกอากาศ เช่น ลิ้นมังกร พลูด่าง
  7. ใช้เครื่องปรับอากาศ แอร์ช่วยลดความชื้นในอากาศได้ดี แต่สิ้นเปลืองพลังงาน

สรุป

ความอับชื้นเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในบ้าน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีอากาศร้อนชื้น การควบคุมความชื้นให้อยู่ในระดับ 40-60% RH จะช่วยป้องกันปัญหาเชื้อรา กลิ่นอับ และความเสียหายต่อสิ่งของได้

สำหรับพื้นที่เล็ก ๆ เช่น ตู้เสื้อผ้าหรือลิ้นชัก สามารถใช้วัสดุธรรมชาติอย่าง ถ่านไม้ ข้าวสาร เกลือ หรือเบกกิ้งโซดา ที่หาได้ง่ายและราคาถูก ส่วนพื้นที่ขนาดกลางถึงใหญ่แนะนำให้ใช้ซิลิกาเจลหรือเครื่องดูดความชื้นไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า

นอกจากการใช้วัสดุดูดความชื้นแล้ว การระบายอากาศที่ดี การไม่ตากผ้าเปียกในบ้าน และการใช้พัดลมระบายอากาศ ก็เป็นวิธีที่ช่วยลดความชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก

FAQ

Q: อะไรที่สามารถดูดความชื้นได้ดีที่สุด?

A: เครื่องดูดความชื้นไฟฟ้า มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถทำงานได้ดีที่สุดในพื้นที่ขนาดใหญ่

Q: ซิลิกาเจลใช้ซ้ำได้ไหม?

A: ได้ เพียงนำไปอบที่อุณหภูมิ 180°C ประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรือตากแดดจัด 4-6 ชั่วโมง เมื่อสีกลับมาเป็นสีน้ำเงิน (สำหรับชนิดเปลี่ยนสี) ก็สามารถใช้ได้อีก

Q: ใช้ถ่านไม้ดูดความชื้นนานแค่ไหนต้องเปลี่ยน?

A: ถ่านไม้สามารถใช้ได้ 2-3 เดือนก่อนที่ประสิทธิภาพจะลดลง แต่สามารถนำไปตากแดดให้แห้งแล้วใช้ซ้ำได้อีก

Q: เครื่องดูดความชื้นกินไฟมากไหม?

A: ขึ้นอยู่กับขนาดและระบบของเครื่อง โดยทั่วไปเครื่องดูดความชื้นขนาดเล็กใช้ไฟประมาณ 50-100 วัตต์ ส่วนขนาดใหญ่อาจใช้ 200-500 วัตต์ ถือว่าประหยัดกว่าการเปิดแอร์ตลอดเวลา

Q: เกลือใช้ดูดความชื้นได้จริงไหม?

A: ได้จริง เกลือมีคุณสมบัติดูดน้ำจากอากาศ แต่เมื่อดูดความชื้นจะละลายเป็นน้ำ ต้องเปลี่ยนบ่อยและระวังไม่ให้ถูกโลหะเพราะอาจทำให้เป็นสนิม

ต้องการแก้ปัญหาความชื้นอย่างมืออาชีพ? DRYER-D พร้อมช่วยคุณ! หากคุณกำลังประสบปัญหาความอับชื้นในบ้าน โกดัง โรงงาน หรือพื้นที่ใด ๆ และต้องการแก้ไขอย่างตรงจุดด้วยอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง DRYER-D คือผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมความชื้นที่พร้อมให้บริการครบวงจร


☎️ Tel: 02-906-7988, 02-033-5165

 Line: @Dryer-D

 Email: dryer.dservice@gmail.com

 Facebook: เครื่องลดความชื้นและเครื่องเพิ่มความชื้น

บทความล่าสุด

เครื่องฟอกอากาศ ลดความชื้นได้ไหม? เรามีคู่มือเลือกซื้ออุปกรณ์ตาม 5 สถานการณ์จริง ตั้งแต่ในห้องนอนจนถึงโกดังสินค้า เพื่ออากาศที่สะอาดและระดับความชื้นที่พอดี
2 ก.พ. 2026
ทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง ความชื้น กับ สิ่งมีชีวิต ตั้งแต่การเติบโตของจุลินทรีย์ การปรับตัวของสัตว์ จนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
2 ก.พ. 2026
ความชื้นสะสมเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในบ้าน หลายคนจึงสงสัยว่า อะไรดูดความชื้นได้บ้าง ซึ่งบทความนี้จะแนะนำวัสดุและวิธีการลดความอับชื้นที่ได้ผลจริง หาได้ง่าย และเหมาะกับทุกงบประมาณ
2 ก.พ. 2026
081-4032224 092-2753497 02-9067988 02-0035165 dryer_d เครื่องลดความชื้นและเครื่องเพิ่มความชื้น